ความแข็งแกร่งของขวดยาฉีดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างอาทิเช่นรูปแบบของก้นขวด, รัศมีของขอบก้นขวด, ลักษณะของบ่าขวด, ความหนาของผนังขวด, ขั้นตอนการหลอมหลอดแก้วโดยเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตขึ้นรูป และการใช้อุณหภูมิและเวลาที่เหมาะสมในขั้นตอนการบ่มแก้วใน annealing lehr แนวทางเลือกที่เหมาะสมควรใช้ความหนาของผนังขวดตามมาตรฐาน ISO 8362-1
มาตรฐาน ISO 8362-1 เกิดจากการศึกษาและออกแบบร่วมกันระหว่างผู้ผลิตยาฉีด ผู้ผลิตวัสดุการบรรจุ และผู้ผลิตเครื่องจักร จึงให้ประโยชน์ในแง่ของความสอดคล้องกันของรูปทรงและขนาดขององค์ประกอบที่ใช้ในการผลิตยาฉีด เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและขจัดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากขวด จุกหรือฝาครอบเข้ากันไม่ได้พอดี นอกจากนั้นขวดยาฉีดมาตรฐาน ISO 8362-1 มีการใช้กันค่อนข้างแพร่หลาย ผู้ผลิตจึงมีความพร้อมในการจัดส่งได้รวดเร็วกว่า
หากใช้ร่วมกับ blow-back stopper จะช่วยเพิ่มความกระชับระหว่างปากขวดกับจุกยางมากขึ้น สามารถป้องกันจุกยางเด้งหลุดจากปากขวด (popping effect) ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้บรรจุน้ำยาเกินกว่า 75% ของปริมาตรบรรจุ (filling volume) หรือบรรจุยาที่ใช้น้ำมันเป็นตัวทำละลาย (oil base preparation)
มี 2 แบบ
ทั้งสองชนิดควรใช้ร่วมกับ blow-back stopper เพื่อเพิ่มความกระชับระหว่างปากขวดและจุกยาง
Sodium oxide ที่เป็นส่วนประกอบของแก้ว บางส่วนจะหลุดออกมาเมื่อหลอดแก้วถูกหลอมด้วยเปลวไฟในขณะขึ้นรูปขวดที่อุณหภูมิประมาณ 900°C และจับตัวอยู่บนผิวของขวด sodium oxide จะทำปฏิกิริยากับน้ำกลั่นขณะนึ่งฆ่าเชื้อกลายเป็น sodium hydroxide ทำให้สภาพความเป็นด่างของน้ำกลั่นเพิ่มขึ้น
เป็นด่างเล็กน้อยแตกต่างกันตามขนาดความจุ จึงควรตรวจสอบขวดว่ามีคุณสมบัติเข้ามาตรฐาน containers of type I glass ตามที่กำหนดไว้ใน US Pharmacopoeia หรือไม่ ขวดที่มีคุณภาพได้มาตรฐานควรผ่านการทดสอบทั้ง Glass Grains Test และ Surface Glass Test ก่อนนำไปใช้
ขวด tubular vial เหมาะที่สุดสำหรับ lyophilization ก่อนใช้ควรตรวจสอบ Glass Grains Test และ Surface Glass Test ว่าขวดมีคุณสมบัติตามข้อกำหนดสำหรับ containers of type I glass ที่ระบุใน US Pharmacopoeia หรือไม่
ไม่พบว่ามีเอกสารใดๆ แนะนำให้ทำเช่นนั้น
Schott ประสบความสำเร็จในการพัฒนาหลอดแก้วสำหรับผลิต vial และ ampoule โดยมีผิวด้านในเป็น Ultra-inert ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อใช้กับยาที่มีความไวสูง (high sensitive) ต่อการเปลี่ยนแปลงของ pH ที่ซึ่งการใช้ขวด type I ทั่วไปยังให้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ หลักการของการผลิตหลอดแก้วสำหรับขวด type I Plus คือการเคลือบผิวแก้วด้านในด้วย SiO2 ที่มีความบริสุทธิ์สูง ผลที่ได้คือปริมาณของด่างที่ถูกปลดปล่อยออกจากผิวแก้ว type I plus น้อยกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้สำหรับขวด type I อย่างเห็นได้ชัดเจน
โดยทั่วไปสูงกว่า 5-10 เท่า ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ผลิตขึ้นแต่ละครั้งตามใบสั่งซื้อ จึงแนะนำให้ใช้ขวด type I plus เฉพาะกับยาที่จำเป็นและมีราคาสูงเท่านั้น
ภายในสภาพแวดล้อมที่สะอาดปราศจากฝุ่นละอองหรือ cleanroom โดยบรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่สะอาดไม่มี fiber หรือห่อหุ้มด้วยแผ่นฟิล์ม polyolefin ที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร ไม่ควรใช้ถาดกระดาษลูกฟูกหรือกระดาษแข็ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเศษผงและเยื่อกระดาษ และบรรจุลงกล่องที่ปิดมิดชิดแข็งแรงป้องกันการแตกในขณะขนส่ง
ควรเก็บในที่เย็นและแห้ง ตราบใดที่แผ่นฟิล์ม polyolefin ที่หุ้มห่อยังอยู่ในสภาพดี ขวด vial ก็ยังใช้งานได้ดีเช่นกัน
จำเป็น (ยกเว้น Form D ampoule) และการฉีดน้ำล้างภายใน ampoule และ vial แต่ละครั้ง ควรใช้ลมที่มีแรงดันใกล้เคียงกับแรงดันของน้ำ เป่าให้น้ำล้างออกจากปลายหลอดหรือปากขวดไปโดยเร็ว ไม่ให้ขังอยู่บริเวณบ่า (shoulder) มิฉะนั้นผงหรือสิ่งสกปรกจะค้างติดอยู่และปนเปื้อนในยาฉีด
ไม่มีปัญหาสำหรับขวดสีชา (amber) แต่สำหรับขวดใส (clear) สีใสจะเปลี่ยนเป็นสีชาอ่อน (yellowish to brown) มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของรังสีแกมมาที่ใช้
คุณสมบัติสำคัญของขวด type 1 คือผิวแก้วมีความทนทานสูงต่อการกัดกร่อนของน้ำหรือสารละลาย (high surface hydrolytic resistance) ขวด vial ที่มีความทนทานต่ำผิวแก้วจะปลดปล่อยด่าง (alkali) ออกมาในปริมาณมาก แปรตามระดับคุณภาพของหลอดแก้วที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต หากหลอดแก้วมีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ก็จะได้ vial ที่มีคุณภาพต่ำตามไปด้วย ขวด vial type 1 ต้องมีคุณสมบัติ Chemical Resistance ตามข้อกำหนดของ USP<660> ซึ่งกำหนดไว้ 2 หัวข้อคือ Glass Grains Test และ Surface Glass Test ส่วนเส้นริ้วในแนวตั้งรอบตัวขวดเกิดจากฟองอากาศของหลอดแก้วคุณภาพต่ำที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงขวดยาฉีดที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
การตรวจ Chemical Resistance ของขวด vial และการทดสอบ Drug Stability Test จะทำให้พบปฏิกิริยาระหว่างยากับภาชนะบรรจุ (drug-container interaction) ได้ชัดเจน
BIOMED
อาคารศิษธาลิน 600/126 ถนน สาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กทม 10120
Telephone:
0 2294 2060
Fax:
0 2294 1059
Email:
info@biomed.co.th